เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 – อ.ดร.แพทย์จีน สุภรตา เกียรติวิชญ์ หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมและบริการวิชาการแก่สังคม มหาวิทยาลัยเกริก ได้นำคณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยการแพทย์เวินโจว พร้อมด้วยทีมงานมหาวิทยาลัยเกริก เดินทางเข้าพบกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย เพื่อหารือเชิงลึกด้านความร่วมมือในการจัดการสุขภาพและการฟื้นฟูผู้สูงอายุ
การเข้าพบครั้งนี้ได้รับความสำคัญอย่างยิ่งจากกระทรวงสาธารณสุขไทย โดยมี ดร.วิมล บ้านพวน ที่ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เป็นผู้แทนให้การต้อนรับคณะผู้แทนไทย-จีนร่วม นอกจากนี้ ดร.จิตติมา รอดสวาสดิ์ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ ยังได้เข้าร่วมต้อนรับด้วย แสดงถึงความสำคัญที่ฝ่ายไทยมอบให้ต่อการแลกเปลี่ยนความร่วมมือครั้งนี้
ระหว่างการหารือ ดร.วิมล บ้านพวน ได้บรรยายถึงสถานการณ์การจัดการสุขภาพผู้สูงอายุของประเทศไทยอย่างละเอียด ครอบคลุมถึงโครงสร้างระบบการจัดการปัจจุบัน กรอบนโยบายที่เกี่ยวข้อง และแนวโน้มการพัฒนาในอนาคต โดยเน้นถึงทั้งความท้าทายและโอกาสที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญที่วางรากฐานสำหรับความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย
ศาสตราจารย์หวัง เสวี่ยเฉียง คณบดีคณะเวชศาสตร์ฟื้นฟู มหาวิทยาลัยการแพทย์เวินโจว ได้แบ่งปันความก้าวหน้าล่าสุดของจีนในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้สูงอายุ โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและแนวโน้มใหม่ ๆ ในการฟื้นฟู พร้อมทั้งนำเสนอแผนความร่วมมือไทย-จีนด้านการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุ ตอกย้ำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคของจีนในสาขานี้
ในฐานะศิษย์เก่าปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเกริก ดร.วิมล บ้านพวน ได้กล่าวชื่นชมผลลัพธ์ของการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ พร้อมย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกริก มหาวิทยาลัยการแพทย์เวินโจว และกระทรวงสาธารณสุขไทย จะช่วยผลักดันการสร้างระบบการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวมและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะยกระดับสุขภาพผู้สูงอายุทั้งในไทยและจีน ตลอดจนเป็นต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้ในภูมิภาคต่อไป
การเยือนครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการพัฒนาความร่วมมือทางการแพทย์และสุขภาพระหว่างไทย-จีน โดยเฉพาะในสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้สูงอายุ ผ่านการผสานระหว่างการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย การประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนของผู้สูงอายุทั้งสองประเทศ


